พม. POLL ศูนย์สำรวจความคิดเห็นทางสังคม โดยสำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์-สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์2
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล"
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง "สังคมไทย ร่วมใจ สร้างจิตสาธารณะ" ทำการสำรวจระหว่างวันที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์4-24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 จากประชาชนที่มีอายุ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์5 ปีขึ้นไป กระจาย ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Sampling) รวมขนาดตัวอย่างทั้งสิ้น จำนวน 4,8กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หน่วยตัวอย่าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีลงพื้นที่ภาคสนาม กำหนดค่าความเชื่อมั่น ร้อยละ 95.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จากผลการสำรวจ เมื่อถามถึงการให้คะแนนความสำคัญในการทำ "จิตสาธารณะ" พบว่า ประชาชนให้ความสำคัญในการทำ "จิตสาธารณะ" อยู่ในระดับมาก โดยมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 7.9 คะแนน (จากคะแนนเต็ม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คะแนน)
เมื่อกล่าวถึง "จิตสาธารณะ" ท่านนึกถึงเรื่องใดมากที่สุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.9 นึกถึงเรื่อง การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม โดยไม่หวังผลตอบแทน รองลงมา ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์9.5 นึกถึงเรื่อง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคม ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์7.9 นึกถึงเรื่อง การรู้จักหน้าที่ของตนเอง และมีความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ร้อยละ 4.4 นึกถึงเรื่อง การทำประโยชน์เพื่อส่วนร่วม ร้อยละ 3.3 นึกถึงเรื่อง การยกย่องและให้เกียรติผู้อื่น และร้อยละ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์4 ทุกข้อที่กล่าวมา ตามลำดับ เมื่อถามถึงสิ่งที่เคยทำในการแสดงถึงความเป็น "จิตสาธารณะ" พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.5 ระบุว่า เคยเข้าร่วมกิจกรรม (เช่น เก็บขยะ ปลูกป่า พัฒนา ทำความสะอาดอาคารสถานที่ต่าง ๆ) รองลงมา ร้อยละ 54.9 ระบุว่า เคยทำในชีวิตประจำวัน (เช่น ลุกให้เด็กและคนชรานั่ง จูงคนชราข้ามถนน
เข้าช่วยเหลือผู้ที่ประสบอุบัติเหตุ ให้อาหารสุนัข/แมว จรจัด) และร้อยละ 23.5 ระบุว่า เคยเป็นอาสาสมัคร (เช่น เป็นอาสากู้ภัย อาสาสมัครดูแลช่วยเหลือเด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง) ตามลำดับในส่วนของความรู้สึกหลังทำ "จิตสาธารณะ" พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 84.2 มีความภาคภูมิใจ มีความสุข รู้สึกตัวเองมีคุณค่า รองลงมา ร้อยละ 44.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รู้สึกได้บุญ ร้อยละ 22.7 ต้องการชักชวนผู้อื่นมาทำด้วย ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์9.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องการทำอีกหรือทำบ่อย ๆ ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.6 ได้รับการยอมรับ ยกย่องจากสังคม และร้อยละ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์4 ได้ประสบการณ์เพิ่มขึ้น ตามลำดับ การเข้าร่วมกิจกรรม "จิตสาธารณะ" พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 96.3 เคยเข้าร่วมกิจกรรม "จิตสาธารณะ" โดยให้เหตุผลในการเข้าร่วมกิจกรรม ดังนี้ ร้อยละ 64.2 ให้เหตุผลว่า เป็นกิจกรรมของหน่วยงาน/ชุมชน รองลงมา ร้อยละ 59.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เหตุผลว่า เป็นความสมัครใจ ร้อยละ 34.2 ให้เหตุผลว่า เป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์5.สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ให้เหตุผลว่า ครอบครัวให้การสนับสนุน/ส่งเสริม ร้อยละ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์2 ได้พบกลุ่มเพื่อนที่มีแนวคิดเดียวกัน ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรม มีเพียงร้อยละ 3.7
โดยให้เหตุผล ดังนี้ ร้อยละ 7สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.9 ให้เหตุผลว่า ไม่มีเวลา รองลงมา ร้อยละ 2สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.9 ให้เหตุผลว่า ไม่มีเพื่อนไป ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ให้เหตุผลว่า ไม่มีกิจกรรมที่ตรงกับความสนใจ/ทักษะ ร้อยละ 7.3 ให้เหตุผลว่า ไม่มีทุนทรัพย์ และร้อยละ 3.9 สุขภาพไม่ดี ตามลำดับส่วนรูปแบบกิจกรรม "จิตสาธารณะ" ที่ประชาชนสนใจเข้าร่วมมากที่สุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 64.3 สนใจลงแรงเพื่อร่วมกิจกรรมสาธารณะ รองลงมา ร้อยละ 25.3 สนใจทำกิจกรรมเกี่ยวกับการบริจาคเงิน/สิ่งของ ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.3 สนใจทำกิจกรรมเกี่ยวกับการถ่ายทอดความรู้/ภูมิปัญญา และร้อยละ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สนใจทำกิจกรรมทุกรูปแบบ ตามลำดับเมื่อถามถึงกลุ่มเป้าหมายที่ประชาชนต้องการทำกิจกรรม "จิตสาธารณะ" ด้วยมากที่สุด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 37.2 สนใจทำกิจกรรมในกลุ่มเด็กและเยาวชน รองลงมา ร้อยละ 3กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.4 สนใจทำกิจกรรมในกลุ่มผู้สูงอายุ ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์3.8 สนใจทำกิจกรรมในกลุ่มคนพิการ ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์2.สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สนใจทำกิจกรรมในกลุ่มคนไร้ที่พึ่ง/เร่ร่อน/ขอทาน ร้อยละ 5.สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สนใจทำกิจกรรมในกลุ่มสตรี และร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.5 อื่น ๆ เช่น ทุกกลุ่ม ทุกเพศทุกวัย ผู้ด้อยโอกาส ผู้ป่วยยากไร้ ตามลำดับในส่วนของแนวทางในการส่งเสริมให้ประชาชนมี "จิตสาธารณะ" พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 59.7 ระบุว่า ควรประชาสัมพันธ์/เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับจิตสาธารณะผ่านสื่อต่าง ๆ รองลงมา ร้อยละ 53.2 ระบุว่า รณรงค์สร้างความตระหนัก ในการปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ร้อยละ 5สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.9 ระบุว่า ปลูกฝังค่านิยม จิตสำนึก ให้มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ร้อยละ 28.7 ระบุว่า สร้างแรงจูงใจ
โดยการกล่าวชมเชย ยกย่อง หรือสรรเสริญ ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์5.5 ระบุว่า สร้างแรงจูงใจโดยการมอบโล่ หรือใบประกาศเกียรติคุณ ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์3.5 ระบุว่า สร้างแรงจูงใจโดยการมอบสิทธิพิเศษหรือสวัสดิการพิเศษ ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.3 ระบุว่า กำหนดเนื้อหาหลักสูตรจิตสาธารณะ ในการเรียนการสอนภาคบังคับ ร้อยละ 7.9 ระบุว่า กำหนดเป็นนโยบายหรือวาระแห่งชาติ และร้อยละ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ อื่น ๆ เช่น ควรสนับสนุนกิจกรรมจิตสาธารณะ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น ภาครัฐและเอกชนควรให้ความสำคัญกับการทำจิตสาธารณะให้มากขึ้น ตามลำดับท้ายที่สุดเมื่อถามถึงหน่วยงาน/องค์กร/สถาบันใด ควรมีส่วนร่วมในการส่งเสริมให้เกิดแรงจูงใจเพื่อปลุกจิตสำนึกสาธารณะ พบว่า ร้อยละ 73.9 ระบุว่า ครอบครัว รองลงมา ร้อยละ 58.5 ระบุว่า สถานศึกษาร้อยละ 42.3 ระบุว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร้อยละ 35.5 ระบุว่า หน่วยงานภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 35.3 ระบุว่า สถาบันทางศาสนา ร้อยละ 2สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.3 ระบุว่า หน่วยงานภาคเอกชน (เช่น บริษัท ห้างร้าน) ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์8.6 ระบุว่า องค์กรสื่อมวลชน และร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์7.4 ระบุว่า องค์กรเอกชนไม่แสวงหาผลกำไร (เช่น NGOs มูลนิธิ สมาคม เป็นต้น) ตามลำดับ
เมื่อพิจารณาลักษณะข้อมูลทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างเป็นเพศชายและเพศหญิง ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 5กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตัวอย่างมีอายุระหว่าง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์5-3กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปี มีอายุระหว่าง 3สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์-45 ปี มีอายุระหว่าง 46-6กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปี และมีอายุ 6กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปีขึ้นไป ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 25.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตัวอย่างร้อยละ 92.7 นับถือศาสนาพุทธ รองลงมา ร้อยละ 6.9 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.4 นับถือศาสนาคริสต์ ตัวอย่างร้อยละ 54.8 มีสถานภาพสมรส รองลงมา ร้อยละ 35.5 โสด ร้อยละ 7.สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นหม้าย และร้อยละ 2.6 หย่าร้าง ตัวอย่างร้อยละ 3สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.2 จบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า รองลงมา ร้อยละ 28.9 จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 23.สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จบการศึกษาระดับประถมศึกษา ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จบการศึกษาระดับอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 5.สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จบการศึกษาระดับปริญญาโทหรือเทียบเท่า ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.4 ไม่ได้รับการศึกษา และร้อยละ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.3 จบการศึกษาระดับปริญญาเอกหรือเทียบเท่า ตัวอย่างร้อยละ 29.5 รับราชการ/พนักงาน/ลูกจ้างของรัฐ รองลงมา ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์5.4 เกษตรกรรม/ประมง ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์4.สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.7 รับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 9.6 ธุรกิจส่วนตัว (ไม่มีลูกจ้าง) ร้อยละ 5.2 พ่อบ้าน/แม่บ้าน ร้อยละ 3.9 เกษียณอายุ/ข้าราชการบำนาญ ร้อยละ 3.6 พนักงานบริษัทเอกชน ร้อยละ 3.3 ว่างงาน ร้อยละ 3.สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว (มีลูกจ้าง) และร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.5 พนักงานรัฐวิสาหกิจ ตัวอย่างร้อยละ 3สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.4 มีรายได้ ไม่เกิน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บาท รองลงมา ร้อยละ 29.4 มีรายได้ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ – 2กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บาท ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์2.4 มีรายได้ 2กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ – 3กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บาท ร้อยละ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์2.สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ไม่มีรายได้ ร้อยละ 6.3 ไม่ระบุ ร้อยละ 5.กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีรายได้ 3กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ – 4กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บาท และร้อยละ 3.5 มีรายได้ 4กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ บาทขึ้นไป